Feeds:
เรื่อง
ข้อคิดเห็น

ชุดบังคับไร้สายรุ่นไกลสุดฟ้า

จากการทดสอบวงจรรถกระป๋องมาเป็นเวลายาวนาน ทำการทดสอบทดลองและลองโมดิฟายดู จากรถกระป๋องที่มีอยู่ในท้องตลาดเกือบทุกรุ่น ทีมงานเราได้ค้นพบ ชุดบังคับไร้สายรุ่นไกลสุดฟ้า ฃึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

1. เป็นวงจรรถกระป๋องความถี่สูง ทำการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยก็จะได้ระยะที่ไกลมาก

2. ใช้สายอากาศที่เป็นลายทองแดงในแผงวงจรทำให้ไม่ต้องมีสายอากาศออกมาจากแผงรีซีพเวอร์ ไม่เป็นที่เกะกะ อีกทั้งง่ายต่อการเคลื่อนย้ายไปติดกับเครื่องบินลำอื่น ทำให้ผู้เล่นไม่จำเป็นที่ต้องมีชุดบังคับหลายชุด

3. ปุ่มกดเป็นยางให้ความรู้สึกนุ่มนวล แบบเดียวกับที่กดปุ่มโทรศัพท์มือถือ

4. ปกติรีโมทใช้ถ่านแค่ 2 ก้อนทำให้สะดวกและประหยัด

5. ไม่กวนกับรถกระป๋องทั่วๆไป

ข้อแนะนำ

1. ควรใช้ถ่านอัลคาไลย์ 1.5 V x 2 สำหรับ รีโมท

2. ควรเปลี่ยนเสาอากาศที่รีโมทให้เป็นเสายาว จะช่วยเพิ่มระยะได้มาก

3. อย่าใช้กระดาษตะกั่ว หรือ สติกเกอร์ที่มีส่วนผสมของโลหะห่อ หุ้มรอบ เครื่องบิน

4. ในกรณีที่ตกน้ำให้รีบถอดถ่าน สะบัดน้ำออกให้หมด ใช้ไดเป่าผมเป่า ระวังอย่าให้ร้อนมาก

5. ขณะบินถ้าถ่านอ่อนมากๆ ระบบเลี้ยวจะหยุดทำงาน ให้เลิกกดเดินหน้า ระบบเลี้ยว L-R จะกลับมาใช้ได้

การต่อสาย


The plane of the foam.

 เครื่องบินที่ผมจะสอนสร้างต่อไปนี้ จะเป็นเครื่องบินแบบ ร่อน…หรือแบบ เทรนเนอร์

ซึ่งไม่มีกลไกลอะำไรให้ซับซ้อนมากนัก แต่ก็ต้องมีความพอดี ….อยู่ในตัว ไม่มากเกินไป ไม่ขาดเกินไป

ทุกอย่างต้องมีความสมดุลกัน

                  เพื่อไม่ให้ปวดหัวกับทฤษฏี มากนักฉะนั้นเรามาผลิตเครื่องบินกันเลย………

การทำปีก

                  ปีกเครื่องบินเป็นชิ้นส่วนที่ ทำหน้าที่พยุงยกน้ำหนักเครื่องบินทั้งลำ พื้นที่ปีกยิ่งมากก็ยิ่ง

ทำให้รับน้ำหนักได้เยอะ แต่ก็มีข้อเสียคือพื้นที่ยิ่งมากก็ยิ่งมีแรงต้านลมมากขึ้นทำให้สู้ลมไม่ค่อยไหว

จะให้สู้ไหว ก็ต้องออกแรงพุ่งไปข้างหน้ามากขึ้น นั้นคือมอเตอร์ ขับเคลื่อน ไปข้างหน้าต้องแรงพอ

เมือมอเตอร์ต้องการแรงมาก ก็ต้องกินพลังงานมากขึ้น นั้นคือแบตเตอร์รี่ ฉะนั้นก็อย่าไปคิดให้ปวดหัวเลย เอาตามที่ผมเคยบินมาก็แล้วกัน

       หากระดาษแข็ง มาสักแผ่น เพื่อใว้ทำแบบ แล้วตัดตามรูป สีเหลืองคือแบบจริงๆ ที่เราต้องนำไปใช้..

เมื่อได้แบบแล้ว ก็ซื้อ โฟมหนา 1 นิ้ว มาแผ่นหนึ่ง นำแบบที่เราตัดใว้แล้ว มาทาบแล้วก็ขีดเส้นตามแบบ

ใช้มีด คัดเตอร์ ตัดโฟมโดยให้เหลือรอยเส้นปากกาไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร

ตัดโฟมชิ้นนี้จำนวน 2 ชิ้น

เมื่อตัดโฟม ได้ทั้ง2 ชิ้นแล้วก็นำมาทับกันหรือเทียบกันว่า โฟมทั้ง2ชิ้นที่เราตัดไว้แล้วนี้เท่ากันรึเปล่า ถ้าไม่เท่ากันต้องเก็บงานให้เท่ากันให้ได้ มิฉะนั้น

เวลาบินเครื่องบินอาจจะ กินซ้าย กินขวา (คือบินไม่ตรง)

เมื่อตัดโฟมได้ทั้งสองแผ่นแล้ว นำโฟมทั้ง 2 แผ่นมาต่อกันดังรูป และขีดเส้นตรงที่กำหนดว่าเป็นด้านหน้า (ไม่งั้นเวลาลูดปีกทำให้โค้ง เราจะสับสนว่าอันไหนด้านหน้าอันไหนด้านหลัง อันไหนด้านล่างอันไหนด้านบน

                        เมื่อขีดเส้นแล้ว ก็เป็นที่รู้กันว่า รอยขีดเส้นนั้น เป็นด้านบน และด้านหน้าครับ….

การทำปีกโค้งนูน

ขั้นตอนนี้จะเป็นสิ่งชี้วัดว่าคุณสามารถทำได้หรือไม่ เน้นความพอดีหน่อยนะครับ

ถ้าไม่ยากมีปัญหาในการบินควรจะละเอียดมากๆ หน่อยครับ……..

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมคือ……

-เทปกาว 2 หน้า

-มีดคัดเตอร์ หรือกรรไกร

-ฮิตเตอร์ตัดโฟม

-ลิป อันใหญ่และอันเล็ก

-โต๊ะ หรือพื้นผิวที่เรียบเป็นโต๊ะกระจก ได้ยิ่งดีครับ

ใช้กาว 2 หน้าติด ลิป ทั้ง 2 อัน ตามรูป...ระวังอย่าให้ เทปกาว2หน้า โผล่พ้นขอบลิป….

ลิปอันใหญ่

ลิปอันเล็ก

 นำลิปอันใหญ่ มาติดกับ โฟมด้านในตามรูป….

นำลิปอันเล็ก ประกบติดกันอีกข้างของโฟมตามรูป…

ยากให้ด้านบนเสมอกันจริงๆ ก็ต้อง กลับทางตามรูป

  เพื่อความสดวก ในการอธิบาย ผมเลยขยายแบบ ภาพ 3 มิติ ให้เลย พอเข้าใจแล้วไช่ไหมครับ….

เขียวคือ ลิปอันเล็ก สีเหลืองคือลิปอันใหญ่ พื้นที่สี่เหลี่ยมสีขาว คือเนื้อที่ของโฟม

การประกอบแบบลำตัว

 การประกอบแบบลำตัว ก็เหมือนกับการทำปีกนั้นแหละครับ

คือ จะต้องมีลิปประคองใว้ทั้งสองข้าง แล้วทำการรูด ลวดฮิตเตอร์

ไปตามแบบที่เราสร้างใว้ แต่มันมีความสำคัญอยู่ว่า จะทำยังไง

ใ้ห้ แบบทั้งสองข้างนี้ เท่ากัน มากที่สุด เวลารูด โฟมออกมา

จะได้ไม่บิดเบี้ยว ได้มุมได้ฉากอย่างที่ตั้งใจออกแบบใว้ ผมพอมีวิธีการดังนี้ครับ……

นำโฟมทั้งสองแผ่น มาใส่ในแบบ ที่จัดเตรียมไว้ พร้อมที่จะใชฺ้ฮิตเตอร์รูด

ใช้ฮิตเตอร์รูด ตามแบบ

แล้วแกะโฟมออกมา จากแบบเลย เนียบมะ …….

แต่หัว และหางใหญ่โตเกินไป ต้องรูดออกอีกหน่อย

เพื่อความสวยงาม แฮะๆ….ก็ต้องทำแบบอีกล่ะครับ……

เมือขัดโฟมให้ดูเรียบร้อยให้ดูสวยงามแล้วตาเขาก็เป็นอย่างนี้ครับ

พร้อมที่จะติดเทป opp สีต่างๆ ตามใจชอบ

ใส่หน้าต่าง หน่อยก็ดูดีขึ้นมาอีกนิดนะ..

การทำแพนหาง

แพนหางก็ มีส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่ง ในการระษา ระดับเครื่องบิน กล่าวคือ

ถ้าพื้นที่แพนหางเล็กเกินไป ก็ทำให้เครืองดิ้น บินทรงตัวลำบาก แต่ถ้าใหญ่เกิน

ไป ก็ทำให้มีความต้านกระแสลมมากขึ้น แต่จะทรงตัวได้ดี

ขณะที่ไม่มีลม อัตตราการร่อนจะดีมากๆ

สรุปแล้วก็เอาพอดีพองามตามที่ผมใด้เคยบินมาและปรับปรุงมาตลอด ควรเป็นดังนี้ …….

ารทำหางเครื่องบิน

เมื่อคิดว่า แพนหาง กับ หาง ประกอบกันได้พอดี ก็โอเค ครับ พร้อมที่จะติดสติกเกอร์ ตามความสวยงาม

นำแพนหาง กับหางเครืองบิน มาติดด้วยกาว ยู้ฮู้และ พร้อมที่จะประกอบ

เข้ากับลำตัว ระวังอย่าให้องศาของแพนหางผิดเพี้ยนไปจากแบบลำตัวที่ ออกแบบ

Micro Motor 2500KV

เนื่องจากมอเตอร์ CD Rom รุ่น 22T มันเหมาะกับพวกปีกบิน เร็ว แรง ไม่เหมาะที่จะเอามาใช้กับ Mustang Mini ที่ทำเล่น มันต้องใช้รุ่น 17T แทน ซึ่งยังไม่มีโอกาสไปหามาลอง ส่วนไอ้เจ้า 22T เอาใบ 5×4″ ใส่บินได้ฉิวๆ ลงมาแบตร้อน ตอนนี้ทำเอาแบต Li-Po 1000mA 10C เสียไป 1 cells ….

มอเตอร์จิ๋ว หรือเรียกมอเตอร์กระดุม ขนาดพอๆกับ CD Rom เลย ก็ได้โอกาสเอามาลองเลยครับ…. ราคาก็โอเคเลย พอๆกัน 450 บาท มีตัวต่อใบพัด หนังยางรัด และ Banana มาให้ด้วย 3 คู่ …..  

มอเตอร์กระดุมซื้อมาเป็นชุดครับ 490 บาท(ราคา เมษา2551) มีใบ 5×3″ ตัวต่อใบกันใบหัก พร้อมหลังยางโอริง

จุดที่ต้องระวังนะครับ ดูรูป การบัดกรีสายไฟเป็นปมหนา ไปชนกับแท่นมอเตอร์ อาจทำให้ชอร์ตได้

…ระวังด้วยนะครับ ให้เอามาบัดกรีใหม่ หรือไม่ก็ขัดตะไบออกอย่าให้โดนแท่นได้ โดนเส้นเดียวก็ไม่ดี ถ้า 2 เส้นก็งานนี้รับรอง สปีดพังแหงแก๋….


เช่นเดิม เนื่องจากผมไม่มีเครื่องวัดรอบ เลยทดสอบดูแต่กระแสที่เหมาะสมก็พอ เพื่อไม่ให้ถ่าน li-po สุดสวยเสียไปอีก….เหอเหอ

 ทดสอบกับแบต เท่าที่หาได้ หลังชาร์ทเต็ม ได้ผลดังนี้ครับ

ใบพัด
Li-Po1000mA
10C 3 cells

Li-Po1000mA
20C 3 cells

Li-Po 2200mA
20C 3cells
ใบตรง 6×3″ GWS
5A
9A มอเตอร์ร้อนไป
ใบอ่อนไปมีเสียงป๊องๆ
9A มอเตอร์ร้อนไป
ใบอ่อนไปมีเสียงป๊องๆ
ใบตรง 5×4.3″ GWS
6A
8A แรงดี
8A แรงดี
ใบตรง 5×3″
-
7A แรงดี
7A แรงดี
ใบตรง 4×4″
4.5A
7A แรงน้อยไป
7A แรงน้อยไป
ใบ Auldey 4″
7A แรงน้อยไป
7A แรงน้อยไป
ใบ Align 4×4.7″
-
8-9A แรงดีมาก *
-

ล้วใบที่เหมาะน่าจะเป็น GWS 5×3″ กับ ใบ 5×4.3″ เพราะแรงดีและกินไม่มากเกินไป มอเตอร์อุ่นๆ…ได้แรงฉุดประมาณ 270 กรัม

และถ้าต้องการความแรงละก็ ใน APC หรือ Align 4×4.7″ แรงดีมาก เพราะใบแข็ง ไม่อ่อนตัว ครับ…

 หน้าตาแบตที่ทดสอบครับ

 

เอาไปใส่เครื่องบิน Mustang Mini ที่ผมทำ น้ำหนักพร้อมบิน 245 กรัม ใบ 5×4.3″ กับแบต Li-Po1000mA10C ก้อนสีดำ บินได้ 5ไฟล์ท ตอนนี้ถ่านเสียไปแล้ว 1 cells ….ครับ มันคงจ่ายไม่ไหว มิน่าร้อนมากตอนเอาลงมาจับดู… 

เลยเอาถ่าน 1000mA20C ก้อนสีแดงมาใส่แทน หนักขึ้นไปเป็น 270 กรัม แหม่ แรงดีเหลือๆ เลยครับ ก้อนนี้ ลงมาแค่อุ่นๆ เท่านั้น ถือว่าผ่านครับ 


Motor Peak1400KV

มอเตอร์ Peak 1400KV พี่เค้าบอกใส่ใบ 8×6″ เหมาะกับลำนี้มาก ก็เลยจ่ายซะ 4ร้อยกว่าบาท เทียบกับกระดิ่งแล้วก็ราคาโอเค เดี๋ยวมาลองทดสอบดูครับ

มอเตอร์มาพร้อมกับ กากะบาท และมีตัวต่อใบพัดมาให้ด้วย แต่ไม่มีบานานาแจ็คนะครับ…



เนื่องจากผมไม่มีเครื่องวัดรอบ เลยทดสอบดูแต่กระแสที่เหมาะสมก็พอ เพื่อไม่ให้ถ่าน li-po สุดสวยท้องก่อนแต่ง…อิอิ

ทดสอบกับแบท Li-po ABF 2200mA 20C 3 cells ชาร์ทเต็มครั้งแรก และ แบต Li-io 1500mA20C 3 cells ได้ผลดังนี้

ใบพัด
Li-Po2200mA20C 3 cells
Li-io 1500mA20C 3cells
ใบตรง 8×4″ GWS
13A
11.5A
ใบตรง 8×5″ GWS
18A
16A
ใบตรง 8×6″ GWS
22A (มอเตอร์ร้อนจี๋ )
17.5A
ใบตรง 9×5″ GWS
21A (มอเตอร์ร้อนจี๋ )
17A
ใบ APC เทียม 7×6″
14A (แรงน้อยกว่าเค้า )
12A

ดูแล้วใบที่เหมาะน่าจะเป็น 8×5″ กับ ใบ 8×4″ เพราะแรงดีและกินไม่มากเกินไป….อ้อใบ 8×5″GWS ผมใชใบ 9×5″ เอามาตัดออกให้เหลือ 8 นิ้วเอาครับ…อิอิ

 หน้าตาแบตที่ทดสอบครับ

เอาไปใส่เครื่องบิน Pattern Cosmo-V3 ที่ผมทำ น้ำหนักพร้อมบิน 590-600 กรัม ใบ 8×5″ กับแบต Li-io 1500mA ก้อนสีฟ้า ผมถือว่าโอเคเลยครับ ลงตัวดีมาก บินได้ ประมาณ 6 นาที มอเตอร์แค่อุ่นๆ ถ่านอุ่นๆ

แรงดี เหมือนไม่ค่อยตกจนเกือบ 6 นาทีเริ่มตกก็เตรียมเอาเครื่องลงได้เลย ..

 สรุปว่าลงตัวครับชุดนี้ เหมาะสม นับเป็นอีกทางเลือกราคาประหยัดครับ…ผมชอบมากแบต Li-ion แข็งแรงมาก กระแทกไม่บี้เหมือน Li-Po

The radio version 4EXA FUTABA.

  ประมาณต้นปี 2549 สืบเนื่องจากวิทยุ 4 ช่องมาตราฐาน Esky มันชอบรวนเวลาไปบินรวมกันกับเพื่อนๆ สงสัยกำลังส่งจะสู้เขาไม่ไหว ทำให้เครื่องบินวูบวาบไปตามการกระตุกของเซอร์โว เลยจำเป็นต้องหาวิทยุที่ดีกว่าแน่นอนกว่า ตอน นั้นก็มีหลายยี่ห้อ แต่เห็นเพื่อนๆที่ขอนแก่นใช้รุ่นนี้กัน และมีฟังก์ชั่นการปรับแต่งสำหรับเครื่องบินไฟฟ้า 4 ช่อง พอสมควร จึงตัดสินใจซื้อ….มือสอง ….แฮ่

…งบมันน้อยน่ะครับ..….. ได้มาสภาพก็พอใหม่ แต่ไม่ใหม่ นัก แถมโมดิฟายมาให้เป็น 5 ช่องแล้วด้วย ครับ เผื่อเอาไว้พับล้อ ปล่อยครัน หรือกางแฟลบก็แล้วแต่… คุ้ม


มาดูกันว่าอะไรคืออะไรบ้าง ตามรูปเลย ครับ …. ตอนนั้นผมได้คู่มือมาด้วย แต่ดันเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาษาอังกฤษ ก็ได้แต่ลองเล่นเดาๆไปก็ใช้ได้แฮะ…แสดงว่าใช้งานได้ไม่ยาก

 

รูปการต่อภาครับ สำหรับเครื่องบินเครื่องยนต์น้ำมัน

ส่วนนี่เป็นรูปการต่อภาครับ เครื่องบินไฟฟ้า

คู่มือภาษาไทยไม่เห็นมี แต่ภาษาอังกฤษหาโหลดได้ที่นี่ครับ  Manual 4EXA จาก rcthai.net หรือ ลองค้นหาใน google.com ก็ได้ ครับ


  มาดูการใช้งานกันเลยครับ

การโปรแกรมฟังก์ชั่นต่างๆ

มาดูที่หน้าปัดของวิทยุส่งกันเลยครับ

หน้าจอปกติเมื่อเปิดเครื่องส่ง

หน้าจอ LCD จะแสดง ตัวเลข 1 ถึง 4 ที่มุมขวาบน บอกว่าตอนนี้กำลังใช้โปรแกรมของเครื่องบินลำที่เท่าไรอยู่ และตัวเลขใหญ่มุมขวาล่างคือโวล์ทของแบตเครื่องส่งที่วัดได้ครับ ควรชาร์จให้เต็มทุกครั้งก่อนที่จะเอาไปเล่นนะครับ เดี๋ยวเครื่องตกนะจะบอกให้

เวลาถ่านอ่อนลงมาถึง 8.5V ก็จะมีรูป Batt ขึ้นมาเตือนที่มุมขวาบนดังภาพครับโดยจะกระพริบ พร้อมกับมีเสียง บิ๊บ เตือน ให้เราปิดวิทยุ และเอาไปชาร์จครับ โดยคู่มือบอกไว้ว่าถ้ามันดังเมื่อไร เรามีเวลาไม่เกิน 4 นาทีวิทยุจะหลุดการควบคุมครับ ต้องรีบเอาเครื่องบินลงโดยด่วนที่สุด

คู่มือบอกว่า เหลือ 9.4V ก็ให้เอาเครื่องลงได้แล้ว ปลอดภัยสุดครับ
แต่ถ้ายังดื้อโวล์ทลดลงเหลือ 8.9V ก็ให้รีบเอาเครื่องลงโดยไว เพราะเรามีเวลาไม่เกิน 10 นาที หลุดการควบคุม
แต่ถ้าปล่อยให้ถึง 8.5V ก็แบบที่บอกครับ…. ลงฉุกเฉินทันที

อธิบายการทำงานปุ่มต่างๆดังนี้ครับ

ปุ่ม MODE จะเป็นปุ่มสำหรับเลือกหัวข้อหลักของการโปรแกรม โดยการกดไปเรื่อยๆ เมนูหลักก็จะวนไปเรื่อยๆ กดเลยก็ต้องกดต่อไปรอบใหม่ วนกลับไม่ได้ครับ

ปุ่ม SELECT จะเป็นปุ่มสำหรับใช้เลือกเมนูย่อยในเมนูหลัก MODE อีกทีหนึ่ง

ปุ่ม +/- ENTER เป็นการโยกขึ้นหรือลง เพื่อเลือกการใช้งาน

การโปรแกรมวิทยุ

1. การโปรแกรม ให้กดปุ่ม MODE และปุ่ม SELECT พร้อมกันค้างไว้สัก 1-2 วินาที เครื่องจะร้องบี๊บ แล้วเข้าสู่โหมดการโปรแกรมครับ

2. กดปุ่ม MODE เลือกเมนูหลักที่จโปรแกรม โดยเมนูหลักจะมีดังนี้เรียงกันไปครับ จาก Model, Reverse, E.P.A., Trim, Exp และ Wing

 Model สำหรับเลือกเครื่องบินที่ต้องการโปรแกรม หรือเลือกใช้งาน โดยจะมีอยู่ 4 ลำให้โปรแกรมเก็บจำเอาไว้ได้ โดยจะแสดงเป็นตัวเลข 1 ถึง 4 อยู่ตรงมุมขวาบนของจอ LCD ครับ หรือเอาไว้ ล้างโปรแกรมที่เราตั้งไว้ แล้วกลับไปเป็นค่าที่มาจากโรงงาน

การเลือกโมเดลต่างๆ ก็โดยการโยกปุ่ม +/- ขึ้นลงเป็นการเปลี่ยนโมเดลไปทีละ 1 ครับ จะใช้โมเดลไหนก้หยุดที่เลขนั้น 1 ถึง 4 แล้วกดปุ่ม MODE กับ SELECT พร้อมกันอีกครั้งเพื่อ เลิกการโปรแกรม และกลับเข้าการใช้งานปกติ หรือจะโปรแกรม

ส่วนการล้างโปรแกรมเดิมที่ตั้งไว้สำหรับโมเดลนี้ ก็กดปุ่ม SELECT ครับ หน้าจอจะขึ้นตัว CL ตามรูป (Clear) แล้วก็กดโยกปุ่ม +/- ขึ้นหรือลงก็ได้ครับ โยกค้างไว้จนดังปี๊บ โปรแกรมจะถูกล้างหมด

อ้อ…ถ้าเราเปิดเครื่องรับแล้วลดคันเร่งมอเตอร์ลงหมด พอกดโยก CLear ปั๊บ ให้ระวัง ช่อง3 จะกลับมาเป็น Normal คือมอเตอร์มันจะเร่งสุดเลย …เหอเหอ…. ระวังนะครับ

เมนูต่อมาเมื่อเรากดปุ่ม MODE อีกครั้ง ก็จะเป็นเมนู Reverse

 Reverse เมนูนี้จะเป็นการเลือกโปรแกรมให้การบังคับสลับตรงข้ามกันในแต่ละช่อง เช่น ช่อง3 โยกสติกขึ้น มอเตอร์เร่งสุด โยกลงมอเตอร์ดับ พอเราแก้เป็น Reverse มันก็จะทำงานสลับกัน เป็น โยกขึ้น มอเตอร์ดับ โยกลง มอเตอร์เร่งสุด ครับ….การโปรแกรมช่อง3 นี้ ต้องระวังนะครับ กด Reverse ปุ๊บ ถ้ามอเตอร์จากไม่หมุน ก็จะหมุนแรงสุดเลยนะครับ….. อันตราย

การโปรแกรมก็ กดปุ่ม MODE มาจนเจอคำว่า REVERSE ดังรูป จะเริ่มแสดงที่ช่อง CH 1 มีลูกศรขึ้นเล็กๆบอกว่าตอนนี้กำลังเป็น NOR (Normal) หรือ REV (Reverse) อยู่ การแก้ไข ก็โยกปุ่ม +/- ขึ้นเป็น NOR โยกลงก็เป็น REV ง่ายๆ ครับ

และกดปุ่ม SELECT ก็จะเป็นช่องถัดไปทีละช่องครับ ก็ไล่โปรแกรมให้ถูกต้องกับการบังคับของเครื่องบินเราทุกช่อง ก็เป็นอันเสร็จ

เมนูต่อมาเมื่อเรากดปุ่ม MODE อีกครั้ง ก็จะเป็นเมนู End Point Adjustment

 E.P.A. เอาไว้ปรับมุมกางมากน้อยให้กับเซอร์โวครับ ดูรูปเลยครับ เข้าใจง่ายดี เมื่อเราเข้ามาโหมดนี้ แรกเลยจะเข้ามาที่ CH 1 และถ้าเรากด SELECT ก็จะเปลี่ยนเป็น CH2 . .ไปถึง 4 และวนมา 1 ใหม่ครับ และค่าเดิมจากโรงงานคือ E.P.A. ทุกช่องเป็น 100% หมายความว่ามุมที่ Servo จะโยกขึ้นลงตามสติ๊กจะไปได้ประมาณ 40 องศาตามรูป แต่ถ้าเราอยากให้เซอร์โยกได้มากกว่านี้ เราก็ กดโยกสติ๊กช่องที่ต้องการโปรแกรมนั้นๆ ไปให้สุด เช่น CH1 โยกขึ้นสุด เซอร์โวไปได้ 100% มุม 40องศา โยกสติ๊กค้างไว้นะครับดูลูกศรขึ้นข้างๆคำว่า CH แล้วเราก็ กดปุ่ม +/- เพื่อเพิ่มหรือลด % เช่น กด +/- ขึ้น เพิ่มเป็น 140% มุมเชอร์โวก็จะกางออกได้มากขึ้นเป็นประมาณ 55องศา ครับในทางกลับกันถ้าเราลด % ก็ลดมุมกางเซอร์โวลงด้วยครับ เราจะตั้งทีละครั้งตามการโยกสติ๊กบังคับนะครับ ว่าขึ้นเป็นกี่ % ลงเป็นกี่ %

การตั้งนี้ปกติ เราจะไม่ค่อยทำกัน เอาไว้ช่วยในกรณี เราติดตั้ง Horn หรือแกนหมุนเซอร์โวไม่ตรง ไม่ได้ฉาก ไม้ได้สัดส่วน ทำให้การโยกสติ๊กขึ้นลงสุดแต่แพนหางขึ้นลงมุมไม่เท่ากัน ก็แก้เอาที่นี่ได้ครับ หรือพวกเครื่องบิน 3D ที่ต้องการการปรับแพนหางมากๆ ให้เครื่องบินตอบสนองรวดเร็วทันใจ… ในทางตรงข้ามสำหรับมือใหม่ อาจลด % ลง ให้มุมกางน้อยลงไว้ จะช่วยให้บินง่ายขึ้น เพราะมือใหม่มักโยกสติ๊กเร็วเวลาตกใจ ทำให้แพนหางโยกมุมมากเกินไปก็ เสียอาการได้ครับ มุมน้อยๆ ก็จะทำให้ค่อยๆ ขึ้น ค่อยๆลง ค่อยๆ เลี้ยว ไม่วูบวาบครับ

ตัวอย่างการติดตั้งที่ดีรูปแรก และไม่ดีรูปที่สอง และสามารถชดเชยด้วยการปรับ E.P.A. ช่วยได้ครับ

มนูต่อมาเมื่อเรากดปุ่ม MODE อีกครั้ง ก็จะเป็นเมนู Trim

 Trim เอาไว้ช่วยจดจำ Trim ที่เราปรับเอาไว้ในแต่ละ Model จะได้ไม่ต้องมานั่งจำว่า เอ….ลำนี้ปรับปริมไว้ยังไงหว่า

ปกติการปรับ manual Trim ในแต่ละช่อง โดยการปรับเลื่อนปุ่มที่ข้างๆ แกนโยกสติ๊ก เพื่อแก้ไขมุมของแพยหาง เวลาเราขึ้นบินแล้ว รู้สึกเครื่องจะเอียง เลี้ยว หรือ เหิร เองโดยไม่ได้โยกสติ๊ก ทำให้เราต้องโยกสติ๊กแก้อาการไว้ตลอด ปล่อยมือไม่ได้ เราก็แก้โดยการเลื่อนปุ่ม manual Trim ข้างแกนสติ๊กเอาไว้ ปัญหาคือ พอเราเปลี่ยน โมเดล เราก็ต้องแก้ปรับ Trim อีกเพื่อให้เหมากับแต่ละโมเดล เพราะบางที่ เราไม่สามารถตั้งแพนหางให้ตรงพอดีแป๊ะโดย Trim อยู่ตรงกลาง ได้เสมอไป เพราะเครื่องบินบางลำอาจต้อง Up แพนหางไว้นิด ถึงจะบินตรง หรือบางลำ ก็ต้อง Down แพนหางไว้หน่อย ถึงจะบินไม่เหิร เราก็อาศัยเลื่อน Trim นี้แหละครับ

และโปรแกรม Trim นี้ก็มีไว้ช่วยเราจำไงครับ คือก่อนที่เราจะปิดวิทยุ หรือเปลี่ยนโมเดล ให้เราเลือกมาโหมด Trim นี้ และกด +/- ขึ้นหรือลงก็ได้ 1 ครั้ง จะมีเสียงดังปี๊บ เป็นการบันทึกเอาไว้สำหรับโมเดลนี้ว่า Trim ตอนนี้จำได้แล้ว ให้เราปรับเลื่อน ปุ่ม manual Trim ข้างแกนสติ๊กในแต่ละช่องมาตรงกลางได้เลย จะมีค่าเท่ากับการที่เราตั้ง Trim ไว้เดิมนั่นเอง … งงไม๊… แรกๆผมงงมาก แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว มีประโยชน์มากครับทำให้ไม่ต้องจำว่า ลำนี้ปรับManual Trim ไว้ตรงไหนหว่า เพราะก่อนเลิกเล่นเรา save Trim ไว้แล้ว พอมาเล่นโมเดลนี้ใหม่ เราก็แค่ปรับ manual Trim เป็น ตรงกลางให้หมด ก็ใช้ได้ครับ

เมนูต่อมาเมื่อเรากดปุ่ม MODE อีกครั้ง ก็จะเป็นเมนู Exponential

 Exp เป็นการปรับสัดส่วนการโยกสติกกับการเคลื่อนมุมของเซอร์โว ให้เป็นแบบ Exponential + /- ช่วยในการบังคับให้นุ่มนวลขึ้นหรือกระโชกโฮกฮาก

การตั้งก็กดปุ่ม SELECT เลือกช่องที่จะโปรแกรมก่อน เลือกได้ แค่ 3 ช่อง คือ CH1 , CH2 และ CH4 เท่านั้น CH3 เร่งมอเตอร์ ไม่ให้ปรับแฮะ…

พอเลือกช่องแล้ว ก็กดปุ่ม +/- เป็นการ เพิ่ม % หรือ ลด % เอาไว้ทำอะไรรึ๊… อธิบายไงดี ดูรูปดีกว่า น่าจะเข้าใจกว่า

โดยสมมุติว่าเรากำลังโยกสติ๊กขึ้น ทีละสเต็ป 1 ถึง 10 โดยมุมเท่าๆกันโดยปกติที่เราไม่ได้ตั้ง EXP (0%) แพนหางก็จะเคลื่อนที่ตามทีละสเต็ป 1- 10 มุมเท่ากัน คือตามๆกันไป แต่ถ้าเราตั้ง EXP เป็น สัก -20% เวลาเราโยกสติ๊กแบบเดิม แพนหางจะเคลื่อนที่ได้มุมที่น้อยกว่าในช่วงสเต็ปแรกๆ และไปมากขึ้นจนทันกันในสเต็ปสุดท้าย แบบม้าเร็วตีนปลายนั่นเอง…อิิอิ…เหมือนกันไม๊นี่… ก็แบบว่าจะช่วยให้การบังคับได้นุ่มนวลขึ้น เพราะธรรมชาติ เรามักจะโยกสติ๊กจะโยกมากตอนเริ่มโยกเสมอ เหมือนมือใหม่หัดขับ เราบอกให้ค่อยๆเร่งออกตัว แต่มือใหม่ยังกะน้ำหนักไม่ถูก มักจะกดพรืดกระชากรถออกตัวเกือบทุกครั้งไปจนกว่าจะคุ้นเคย

ในทางกลับกัน ถ้าเราตั้ง EXP เป็น + ก็จะได้ผลตรงข้ามเลยครับ คือ แพนหางวิ่งเร็วในตอนต้น และไปช้าในตอนท้ายๆแทน ปกติไม่ค่อยเห็นมีใครใช้งานกันในโหมดนี้สักเท่าไร

EXP จะตั้งได้ จาก 0% ไป +100% หรือ -100% ในแต่ละ CH ยกเว้นช่อง 3 เท่านั้น

เมนูต่อมาเมื่อเรากดปุ่ม MODE อีกครั้ง ก็จะเป็นเมนWing

 Wing เป็นการเลือกการรวมสัญญาณของ 2 ช่องเข้าไว้ด้วยกันใช้กับเครื่องบินบางประเภท เช่น ปีกบิน จะรวมช่อง 1 กับ 2 เข้าด้วยกัน (ปกติ เครื่องส่งแบบเดิมๆ ที่ไม่มีโปรแกรมนี้ จะต้องใช้อุปกรณ์ต่อช่วยที่เรียกว่า Mixer) หรือ เครื่องบินที่มีหางแบบตัว V ก็จะรวม ช่อง 2 กับช่อง 4 เข้าด้วยกันครับ

ในโหดปกติ เครื่องบินทั่วไป ก็จะตั้งไว้ที่โหมด Inh (Inhibit) นี่แหละ ครับ การเปลี่ยน ก็ กดปุ่ม +/- เลือกวนไป จาก Inh เป็น EL และก็ V โดยมีความหมายดังนี้

 โหมดปกติ ที่แต่ละช่อง แยกกันควบคุมโดยอิสระ ใช้กับเครื่องบินทั่วไป

โหมดนี้ คือการ รวมการบังคับระหว่าง ช่อง 1 กับ ช่อง 2 ไว้ด้วยกัน ใช้กับพวกปีกบินครับ

   โหมดนี้ คือการ รวมการบังคับระหว่าง ช่อง 2 กับ ช่อง 4 ไว้ด้วยกัน ใช้กับพวกเครื่องบินหางเป็นตัว V ครับ

แค่นี้นะครับ ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้วครับ ที่เหลือ เช่น การเปลี่ยนโหมดบังคับ ย้าย สติ๊กบังคับเป็นระบบแบบอื่นๆ … คงต้องไปอ่านเองในคู่มือนะครับ

ขอให้สนุกกับการบินนะคร๊าาาาบ


การออกแบบเครื่องบินเล็กThe design of aircraft.

          บทความนี้ผมถอดความจากหนังสือออกแบบเครื่องบินเล็กเล่มหนึ่งที่เห็นว่าเหมาะสำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มต้นออกแบบเครื่องบินเล็ก เพราะวิธีการออกแบบไม่ซับซ้อนมาก

           ผู้ออกแบบควรศึกษารวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับการออกแบบมาจากหลายๆที่ เพื่อช่วยให้การออกแบบสมบูรณ์ขึ้น ผู้ออกแบบจำเป็นต้องเป็นผู้รักการอ่านหนังสือซักหน่อย คุณจะพบบทความต่างๆที่ช่วยในการพัฒนาการออกแบบจากบทความต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือที่เกี่ยวกับเครื่องบินเล็กเช่นหนังสือModel Airplane news, RCM, RCM&E เป็นต้น หรือศึกษาจากแบบของเครื่องบินต่างๆ ที่ถูกสร้างมาแล้ว

        การออกแบบเครื่องบินเล็กก็เหมือนกับการออกแบบทางวิศวกรรมทั่วๆไป คือมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ มีการค้นคว้าทดลองหาวิธีใหม่ๆเพื่อให้เครื่องบินเล็กมีประสิทธิภาพดีขึ้น เราจะเห็นได้ว่ามีเครื่องบินเล็กที่มีประสิทธิ ภาพสูงขึ้นเกิดขึ้นมาตลอดเวลา

          ในการออกแบบสร้างเครื่องบินเล็กมีจะหัวข้อที่เกี่ยวข้อง 3 เรื่อง คือ คุณลักษณะทางAerodynamicsของเครื่องบินเล็ก การออกแบบ และการสร้าง แต่ที่ผมจะพูดในตอนนี้จะเป็นเรื่องเฉพาะการออกแบบ เรื่องคุณลักษณะทางAerodynamicsและการสร้างต้องขอดองไว้ก่อน เรามาเริ่มกันเลย

ชนิดของเครื่องบินเล็ก

 ปกติเครื่องบินเล็กที่เราเล่นๆกันอยู่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

         เครื่องบิน High wing เป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างบินได้ช้า ความสามารถในการบินผาดแผลงต่ำมาก แต่มีเสถียรภาพในการบินสูง ทำให้เครื่องบินแบบนี้เหมาะสมที่จะนำมาเป็นเครื่องบินสำหรับใช้หัดบิน เช่นเครื่องบินMosquitoหรือที่ชมรมศรีราชาเรียกว่าปีกยาว (เป็นkitของญี่ปุ่น) เป็นเครื่องบินที่ใช้หัดบินได้ดีมาก

         เครื่องบิน Shoulder Wing เครื่องบินแบบนี้สามารถออกแบบให้มีคุณลักษณะการบินได้หลายแบบ แล้วแต่ชนิดของAirfoilของปีก เช่นพวกแข่งความเร็ว (racing aircraft) พวกsport pattern หรือพวกTrainer ส่วนมากเครื่องบินแบบนี้มัก จะออกแบบลำตัวเป็น รูปสี่เหลี่ยม (box type fuselage) เพราะสร้างได้ง่าย เครื่องบินTrainerที่ติดตั้งปีกแบบนี้จะมีความเร็วค่อนข้างสูงกว่าเครื่องบินแบบHigh wingแต่จะมีเสถียรภาพในการบินพอๆกัน

          เครื่องบิน Low wing เครื่องบินแบบนี้ออกแบบมาเพื่อการบินผาดแผลง เครื่องบินแบบนี้จะมีเสถียรภาพต่ำกว่าเครื่องบิน แบบอื่นนิดหน่อย ทำให้เครื่องบินแบบนี้จะบินยากกว่าเครื่องบินสอง ชนิดแรกนิดหน่อย

           ยังมีเครื่องบินอีกประเภทคือ Stand off Scale มีหลายคนที่อยากออกแบบเครื่องบินเล็กให้มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินFull Scale เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างเครื่องบินเล็ก โดยย่อยขนาดลงมาจากFull Scale แล้วเครื่องบินเล็กที่ได้จะบินได้ดี หนทางที่เป็น ไปได้สำหรับ เรื่องนี้คือพยายามออกแบบให้มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินFull Scaleให้มากที่สุด แต่ต้องอยู่ในข้อกำหนดของการออกแบบเครื่องบินเล็ก เพื่อให้เครื่องบินที่ได้สามารถบินได้ดี

ขนาดของเครื่องบินเล็ก

           ในการออกแบบเราต้องกำหนดขนาดของเครื่องยนต์ที่เราจะนำมาใช้ก่อน เพราะขนาดของเครื่องยนต์จะเป็นตัว กำหนดขนาด ของเครื่องบิน ขนาดของเครื่องยนต์ที่เรานิยมใช้ก็มี 0.049, 0.060, 0.10, 0.15, 0.25, 0.30, 0.35, 0.40, 0.45, 0.60 ลูกบาตรนิ้ว (cubic inches) ทั้งหมดเป็นเครื่องสองจังหวะนะครับ เมื่อได้ขนาดของเครื่องยนต์แล้ว ต่อมาที่เราต้องหาคือขนาดของ ปีกที่มีขนาดเหมาะสมกับ เครื่องยนต์ที่เราเลือกไว้ ให้ดูตาราง 1.1, 1.2 ทั้งสองตารางจะช่วยให้เราสามารถกำหนดขนาดของปีกอย่างคร่าวๆ


ขนาดของเครื่องยนต์ VS พื้นที่ปีก

ขนาดของเครื่องยนต์
(ลบ.นิ้ว)

พื้นที่ปีกเครื่องบิน
(ตร.นิ้ว)

0.049-0.060

140-250

0.10

210-300

0.15

240-380

0.20

280-400

0.25

320-480

0.30

350-520

0.35

390-580

0.40

450-690

0.45

480-700

0.60

580-860



ตารางที่ 1.1

ข้อแนะนำในการเลือกค่าพื้นที่ปีกตามขนาดของเครื่องยนต์จากตารางที่ 1.1

 เครื่องบินTrainer ค่าพื้นที่ปีกจะมีค่าอยู่ในช่วงสูงสุดของแต่ละกลุ่ม

   เครื่องบินที่ต้องการออกแบบให้บินเร็ว(Racing type) พื้นที่ปีกจะค่อนข้างน้อย จะมีค่าอยู่ในช่วงล่างของแต่ละกลุ่ม เครื่องบินจะต้องสร้าง ให้แข็งแรงเป็นพิเศษ และต้องเบามากเท่าที่จะทำได้

เครื่องบินพวกSport จะมีค่าพื้นที่ปีกอยู่ประมาณกลางๆของแต่ละกลุ่ม  เครื่องบินPattern จะมีค่าพื้นที่ปีกอยู่ประมาณกลางๆของแต่ละกลุ่ม แต่เครื่องบินจะมีน้ำหนักมากกว่าพวกSport นิดหน่อย

ข้อมูลของเครื่องบินแต่ละแบบ

ชนิดของเครื่องบินเล็ก

ขนาดของเครื่องยนต์
(ลบ.นิ้ว)

กางปีก
(นิ้ว)

พื้นที่ปีก
(ตร.นิ้ว)

นน.เครื่องบิน
(oz.)

Wing Load
(oz./ตร.ฟุต)

High Wing Trainer

0.049-0.060

36

250

20

11.5

Shoulder Wing Sport

0.049-0.060

35

200

20

14.5

Low Wing Sport

0.049-0.060

33

220

20

13.0

Low Wing Racer

0.049-0.060

34

205

21

15.0

High Wing Trainer

0.10-0.15

36

250

27

15.5

Low Wing Sport

0.15

50

300

35

13.0

Shoulder Wing Trainer

0.15

44

380

34

13.0

High Wing Trainer

0.20-0.25

50

450

45

14.5

Low Wing Sport

0.20-0.25

58

420

45

15.5

High Wing Trainer

0.25

48

480

56

17.0

Low Wing Sport

0.25

45

390

55

20.0

High Wing Trainer

0.35

51

525

72

20.0

Shoulder Wing Trainer

0.35

55

550

76

20.0

Low Wing Sport

0.35

55

560

80

20.5

High Wing Trainer

0.40

60

690

80

17.0

Shoulder Wing Trainer

0.40

60

600

88

21.0

Low Wing Sport Pattern

0.40-0.45

56

550

88

23.0

High Wing Trainer

0.60

68

800

144

26.0

Shoulder Wing Sport

0.60

60

710

128

26.0

Low Wing Sport Pattern

0.60

64

700

134

27.5


ตารางที่ 1.2

ฮ่าฮ่า หน่วยเป็นระบบอเมริกันอีกแล้ว ต้องขอโทษด้วยครับ เพราะหนังสือที่ผมใช้อ้างอิงเป็นหนังสืออเมริกัน เอากันแบบนี้แล้วกัน

1 นิ้ว=2.54 ซม. 1 ตร.เมตร=1550 ตร.นิ้ว 1 ปอนด์=16 ออนซ์ = 0.4536 กก. 1 กก.= 36.27 ออนซ์

  • ตารางทั้งสองนี้เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆเพื่อช่วยในการเลือกขนาดของปีกและน้ำหนักโดยประมาณของเครื่องบิน จากตารางที่1.2 จะเห็นได้ว่า ยิ่งเครื่องบินที่มีขนาดเล็กลง Wing loading ของปีกจะต้องต่ำลง ทำให้ต้องสร้างเครื่องบินเล็กให้เบามาก ทำให้มองเห็นภาพว่ายิ่งเครื่องบินมีขนาดเล็กลงมากเท่าไร การสร้าง จะยากขึ้นมาก เพราะจะต้องสร้างให้ทั้งเบาและแข็งแรง

เรามาทำความรู้จักกับเจ้า Wing loading ของปีกกันหน่อย Wing loading คือตัวเลขที่เกิดจากการเอาน้ำหนัก ของเครื่องบิน ที่สร้างเสร็จแล้วมา หารด้วยพื้นที่ปีกทั้งหมด

          ing loading จะเป็นตัวชี้ว่าเครื่องบินจะมีคุณลักษณะในการบินอย่างไร เช่น

   เครื่องบินเล็กที่มี Wing loading สูงๆจะมีคุณลักษณะบินได้เร็ว อัตราการร่วงหล่นสูง มีความเร็วในการLandingสูง แต่เครื่องบิน แบบนี้จะมีคุณลักษณะบินได้ดีในบริเวณที่มีลมกระโชกหรือลมแรง จะบินได้นิ่งในสภาวะเช่นนี้

          ส่วนเครื่องบินเล็กที่มี Wing loading ต่ำๆ จะมีคุณลักษณะในการร่อนที่ดี สามารถบินด้วยความเร็วต่ำๆได้ดี อาการStall จะเกิดได้ยาก กว่าพวกมี Wing loading สูงๆ ในการวิ่งขึ้นและร่อนลงจะมีความเร็วค่อนข้างต่ำและไม่ต้องการกำลังเครื่องยนต์มากนักในขณะนั้น แต่ก็มีข้อด้อยคือเมื่อบินในบริเวณที่มีลมกระโชก เครื่องบินแบบนี้จะบินได้ไม่ค่อยดี คือจะกระเด้งกระดอนหรือเซไปมา ตามลมที่กระโชก

        จากที่กล่าวไปแล้วว่า Wing loading เป็นตัวชี้คุณลักษณะในการบินของเครื่องบิน เมื่อเราตั้งเป้าหมายว่า เราต้องการเครื่องบิน ให้มีWing loadingประมาณเท่าไร เราจะประมาณได้ว่าการออกแบบเครื่องบินจะเป็นไปในรูปใด การใช้วัสดุในการสร้าง จะเป็นแบบใด น้ำหนักเครื่องบินเมื่อทำเสร็จจะประมาณเท่าไร ฯลฯ

         จะเห็นได้ว่า ค่าWing loading ถูกกำหนดด้วยตัวแปรสองตัวคือ น้ำหนักของเครื่องบินและพื้นที่ทั้งหมดของปีก ค่าพื้นที่ปีกถูก กำหนดด้วยขนาดของเครื่องยนต์และชนิดของเครื่องบิน ดังนั้นตัวที่มีอิทธิพลต่อ Wing loadingจริงๆคือน้ำหนักของเครื่องบิน อย่าลืมว่าเบา ทำให้หนักได้ง่ายกว่าหนักแล้วจะทำให้มันเบา แล้วเราจะคุมน้ำหนักของเครื่องบินได้อย่างไรละ ก็ด้วยการเลือก วิธีการสร้างและ วัสดุที่ใช้ เช่นลำตัวจะทำด้วยวัสดุอะไร ไม้อัด ไม้บัลซ่า หรือ Fiber glass ปีกจะมีโครงสร้างแบบอะไร ฯลฯ อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ เครื่องบินมีน้ำหนักเบาหรือหนัก คือวิธีการตบแต่งสีของเครื่องบิน เครื่องบินพวกstand off scale จะมี wing loading สูงกว่าเครื่องบินแบบอื่น เพราะการตบแต่งสีต้องทำให้ เหมือนเครื่องบินจริงๆมาก ทำให้เครื่องบินมีน้ำหนัก มากกว่าเครื่องบินทั่วๆไป stand off scaleบางตัวอาจจะมี wing loading สูงถึง30-40 oz./ตร.ฟุต เครื่องบินพวกนี้ มักจะบินยากกว่าเครื่องบินปกติ ทำให้ต้องการนักบินเก่งๆซักหน่อยมาบิน

รูปแบบของปีก

เมื่อได้มีการประมาณค่าพื้นที่ปีกของเครื่องบินที่จะสร้างแล้ว ต่อมาเราต้องคำนวณหาขนาดและรูปร่างของปีก ตัวแปรตัวแรก ที่จะมากำหนด รูปร่างของปีกคือ Aspect ratio (AR)

      Aspect ratio คืออัตราส่วนของขนาดกางปีกทั้งหมด (wing span) กับค่าความยาวของcord (wing cord)

ค่าAspect Ratio ค่ายิ่งสูง ปีกก็จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย และเมื่อค่า Aspect Ratio สูงขึ้น ค่าขนาดกางปีกของ เครื่องบินก็จะ ยาวขึ้นด้วย เมื่อค่าขนาดกางปีกยาวขึ้น ความแข็งแรงของปีกก็จะลดลงด้วย ยกตัวอย่างปีกเครื่องร่อนที่มี Aspect Ratio สูงๆจะ แข็งแรงน้อยกว่าปีกเครื่องบินทั่วๆไปมาก

ค่าAspect Ratio ที่เราใช้กันสำหรับเครื่องบินเล็กทั่วๆไปจะมีค่าประมาณ 5:1 ถึง 6.5:1 ปีกเครื่องบินที่ใช้ค่า Aspect Ratio ประมาณ 6:1 จะมีความแข็งแรงพอที่จะทำการบินท่าผาดแผลงต่างๆได้อย่างดี

สรุปในการออกแบบปีกจะมีสูตรที่สามารถนำใช้ 3 สูตรคือ


มาดูตัวอย่างในการคำนวณเรื่องนี้กัน เมื่อรู้ชนิดของเครื่องบินและขนาดของเครื่องยนต์แล้ว จากตาราง1.1 เราจะสามารถประมาณ ค่าพื้นที่ปีก ทั้งหมดได้ ยกตัวอย่างได้ประมาณ 600 ตร.นิ้ว เรากำหนดค่า AR ไว้ที่ 6:1


รูปแบบของปีกเครื่องบิน

รูปแบบของปีกเครื่องบินมีหลายแบบ แต่ละแบบก็มีคุณสมบัติในการบินต่างกันไป เรามาดูกันว่าปีกเครื่องบินที่เราใช้ๆ กันมีกี่รูปแบบ

1.ปีก Straight Rectangle

ปีกตรงเป็นปีกที่สร้างได้ง่ายที่สุด เพราะRibทุกตัวจะมีขนาดเท่ากันทุกตัว เครื่องบินTrainer มักจะใช้ปีกแบบนี้ ข้อเสียของปีกแบบนี้ก็มีเพียงมันดูไม่สวยและมีDragตรงบริเวณปลายปีกมากกว่าปีกชนิดอื่น

2.ปีกRectangle with Rounded Tips

»Õ¡แบบนี้มีลักษณะเหมือนแบบแรก แต่ตรงปลายปีกจะมีลักษณะมนโค้ง ทำให้ปีกดูสวยขึ้น Dragลดลงนิดหน่อย

3.ปีกBackwards Taper

ปีกแบบนี้จะช่วยให้คุณลักษณะในการRollดีขึ้น แต่ทำให้คุณลักษณะในการLoopแย่ลง

4.ปีกForward Taper

ปีกแบบนี้จะช่วยให้คุณลักษณะในการLoopดีขึ้น แต่ทำให้คุณลักษณะในการRollแย่ลง นิยมใช้ออกแบบปีก เครื่องบินสำหรับ แข่งความเร็ว

5.ปีกDouble Tapered.

ปีกแบบนี้จะมีคุณลักษณะดีทั้งในการLoopและRoll จึงนิยมใช้กับเครื่องบินผาดแผลง

  • สำหรับข้อดีของปีกแบบTaperชนิดต่างๆคือ

1.ปีกมีลักษณะสวยงาม
2.โครงสร้างของปีกจะแข็งแรงมาก เพราะบริเวณโคนปีกจะใหญ่และหนากว่าส่วนอื่นของปีก
3.ประสิทธิภาพของปีกสูงขึ้น

  • แล้วข้อเสียละ
    1.สร้างยากขึ้น
    2.ในการสร้างปีกแบบTaper จะมีค่าในการออกแบบอยู่ตัวหนึ่งคือ Taper Ratio โดยปีกที่ไม่มีTaperจะมีค่าTaper Ratio เท่ากับ 1 ปีกที่มีค่าTaper Ratio 0.5 หมายความว่าTip cord มีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของ Root cord ปรกติค่าTaper Ratio ไม่ควรมีค่าต่ำกว่า0.5 ปีกที่มีค่าTaper Ratioต่ำๆจะเป็นปีกที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ จะเกิด Tip Stall ได้ง่ายกว่าปีกที่มีTaper Ratio สูงๆ ในเครื่องบินแบบStand off scale ที่มีค่าTaper ratio ต่ำมากๆ จำเป็นต้องออกแบบให้ปีกมีWashout เพื่อป้องกันไม่ให้ปีกเกิดTip stall

สำหรับปีกแบบTaper จะมีสูตรที่เกี่ยวข้องอีกสองตัวคือ

Washout

 Washout คือออกแบบปีกให้บริเวณปลายปีกบิดลง

เราออกแบบปีกให้มี Washout เพื่อป้องกันไม่ให้ปีกเกิด Tip Stall ในการออกแบบเครื่องบินประเภท Sport หรือ Pattern เราจะไม่ให้ปีกของ เครื่องบินเหล่านี้มีWashout เพราะจะทำให้เครื่องบินบินท่าผาดแผลงได้ไม่ดี

ส่วนพวกเครื่องบิน Trainer เนื่องจากเครื่องบินพวกนี้จะถูกออกแบบให้มีคุณลักษณะในการบินที่ความเร็วต่ำๆได้ดี ปีกเครื่องบินแบบนี้จึงไม่จำ เป็นต้องมีWashout แต่ถ้าต้องการให้เครื่องบินมีเสถียรภาพมากขึ้นอีก ก็สามารถออกแบบให้ปีกมีWashoutได้ประมาณ1-2 องศา

สำหรับเครื่องบินพวก Stand of scale หรือเครื่องบินที่มีWing load ค่อนข้างสูง จำเป็นต้องมี Washout ประมาณ 1.5-2 องศา เพราะเครื่องบิน แบบนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการStall ได้ง่าย

ปีกเครื่องบินที่มี Taper ratio ต่ำกว่า 0.5 อาจจะจำเป็นต้องการWashout ถึง 3 องศา

สิ่งที่สำคัญมาก คือต้องต้องสร้างให้ปีกมีมุมWashout เท่ากันทั้งสองข้างของปีก ดังนั้นในการสร้างปีกเครื่องบิน เครื่องมือชิ้น หนึ่งที่เรียกว่า Incidence meterเป็นเครื่องมือที่จำเป็นมาก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าปีกเครื่องบินที่เราสร้างขึ้นมาบิดหรือไม่ ใช้ตาเล็งเอาก็เช็คได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดีใช้เจ้า Incidence meterดีกว่า ถูกต้องกว่า

ชนิดของAirfoil

เมื่อถึงจุดนี้ เราทำไปถึงไหนกันแล้ว
1.รู้ขนาดของเครื่องยนต์ที่จะใช้
2.รู้ชนิดของเครื่องบิน ว่าจะเป็นแบบ ปีกบน ปีกกลางลำตัว หรือปีกล่าง
3.รู้ขนาดของพื้นที่ปีก น้ำหนักโดยประมาณของเครื่องบิน และค่าWing loadโดยประมาณ
4.รู้รูปร่างของปีกและค่า Aspect ratio ของปีก

หัวข้อต่อมาเราคือ ชนิดของ Airfoil ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเครื่องบิน

Airfoil แต่ละแบบก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป มีAirfoil ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องบินเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก และมีการพัฒนา ออกแบบ Airfoil ชนิดใหม่ๆเกิดขึ้นมาตลอดเวลา เพื่อให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือให้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ ดังนั้นการเลือกชนิดของ Airfoil จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ในสมัยก่อน ข้อมูลของ Airfoil ค่อนข้างหาได้ยาก และข้อมูลที่ได้จะเป็นตาราง Airfoil Coordinatesเพื่อนำไปคำนวณหาจุด Upper surface และ Lower surface ของ Airfoil การคำนวณยุ่งยาก การPlotค่าก็ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าเป็นปีกแบบTaper ด้วยแล้วก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปอีก

ปัจจุบันนี้ เราสามารถค้นหาAirfoil Coordinatesได้ง่ายขึ้น เช่นระบบฐานข้อมูล Airfoilของ UIUC ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่าเป็น Airfoil Coordinates ที่นิยมกันมาก Program สำหรับ Plot Airfoil ส่วนใหญ่จะอ้างอิง UIUC Airfoil Coordinates เป็นส่วนใหญ่ และมี Program สำหรับ Plot Airfoil ที่ดีๆให้เอามาใช้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่าง PROFILI 1.2 เป็น Programที่ดีมากตัวหนึ่ง เหมาะที่นำมา Plot Airfoil สามารถนำมา Plot ต้นแบบRib จะเป็นแบบปีกตรง หรือปีก Taper ทำ Template สำหรับตัดปีกโฟมก็ได้ และในตัวProgram ยังให้ UIUC Airfoil Coordinates มาด้วย ตอนหลังนี้แกออกVer.ใหม่มาอีกตัว เหมาะสำหรับตัดปีกโฟมมาก ก็ลองทดลองหาDownload มาลองใช้กันดู

ต่อมาจะยกตัวอย่างAirfoil ที่นิยมนำมาทำปีกเครื่องบินเล็ก

CLARK Y (Maximum Thickness 11.7% of Cord) เป็น Airfoil ที่นิยมใช้กันมากสำหรับเครื่องบินเล็ก ส่วนมากนิยมนำมาใช้กับเครื่องบินTrainer ประเภทปีกบนหรือปีกแบบShoulder ใช้ได้ตั้งแต่เครื่องบินที่มีขนาดเครื่องยนต์ ตั้งแต่ขนาด 0.049-0.60

NACA 2415 (Maximum thickness 15% of Cord) เป็น Airfoil แบบ Semi-symmetrical นิยมใช้สำหรับเครื่องบินIntermediate Trainer ยกตัวอย่างเช่น RCM Trainer เครื่องบินที่ใช้Airfoilแบบนี้สามารถบินผาดแผลงได้ดีพอสมควร

NACA 2418 (Maximum Thickness 18% of Cord) มีคุณสมบัติพอๆกับ NACA 2415เนื่องจากมีMaximum Thickness มากกว่าทำให้มีแรงยกมากกว่า แต่เครื่องบินจะมีความเร็วต่ำลง

NACA 0012 (Maximum Thickness 12%) เป็น Airfoilแบบ Symmetrical นิยมใช้กับพวกเครื่องบินที่ต้องการบินเร็ว แต่ก็สามาถนำมาใช้กับ เครื่องบินแบบ Shoulder wing หรือแบบปีกล่างก็ได้

NACA 0015 (Maximum Thickness 15%) นิยมนำมาใช้กับเครื่องบินPattern แต่ก็นิยมนำมาใช้กับเครื่องบินประเภทLow Wing, Shoulder Wing Sport หรือ Intermediate Trainer

NACA 0009 (Maximum Thickness 9%) นิยมนำมาใช้กับ แพนหางระดับและหางเสือ

ยังมี Airfoil ดีๆอีกหลายตัวที่นิยมเอามาใช้กับเครื่องบินเล็กเช่น Eppler 193-197 ก็เป็นAirfoilที่นิยมกันมากเหมือนกัน

รูปแบบบริเวณชายหน้าของAirfoil จะทำให้คุณสมบัติของ Airfoil เปลี่ยนไป ถ้าบริเวณชายหน้ามีลักษณะมน คุณลักษณะการบิน จะดีขึ้นแล ะอาการ Stall จะเกิดได้ยากขึ้น แต่ถ้าบริเวณชายหน้าของปีกมีลักษณะแหลม Drag ของปีกจะต่ำลง เครื่องบินจะมี คุณลักษณะในการบินที่ความเร็วสูงๆได้ดี แต่คุณสมบัติใน เรื่องStall ของเครื่องบินจะแย่ลง

ปีกเล็กแก้เอียง (Ailerons)

Aileron มีสอบแบบ

1. Barn Door Ailerons.

2. Strip Ailerons.

Strip Ailerons จะมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Barn Door Ailerons ขนาดพื้นที่ของAileronจะมีขนาดประมาณ 12% ของพื้นที่ปีกทั้งหมด

มุมยกปีก (Wing Dihedral)

   

มุมDihedralจะทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพในการบินดีขึ้นแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของปีกต่ำลง ดังนั้นผู้ออกแบบจำเป็น ต้องออกแบบให้มีมุม Dihedral มากพอทีจะทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพในการบินที่ดีตามต้องการ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป จนประสิทธิภาพของปีกตกลงมากเกินไป

เครื่องบินแบบHigh Wing Trainer จะค่าDihedral ประมาณ 4-6 องศา เพราะในการออกแบบเครื่องบินชนิดนี้ เสถียรภาพในการบินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เครื่องบินแบบ Shoulder Winged Trainer จะมีค่าDihedral ไม่ควรต่ำกว่า 3 องศา ส่วนเครื่องบินแบบShoulder Winged Sport ถ้าต้องการประสิทธิภาพสูงสุดก็ไม่จำเป็นต้องมีมุมDihedralก็ได้ แต่เสถียรภาพในการบินจะต่ำลง ทำให้เครื่องบินบินยากขึ้น

เครื่องบินแบบPatternและแบบLow Winged Sport จะมีค่าDihedral ประมาณ 3-3.5 องศา

สำหรับเครื่องบินแบบHigh Winged Trainer ที่ปีกไม่มี Ailerons จำเป็นต้องมีค่ามุม Dihedral ไม่ต่ำกว่า 4 องศา ปรกติจะมีค่า ประมาณ 6-8 องศา

 ชุดพวงหาง (Tail feathers)

ชุดพวงหางของเครื่องบินมีไว้เพื่อเสถียรภาพและการควบคุมเครื่องบิน ขนาดของพื้นที่ชุดพวงหางและระยะห่างของพวงหาง จะชี้บอกถึงความมีเสถียรภาพและขนาดของการควบคุมของเครื่องบิน เครื่องบินที่มีระยะของชุดพวงหางสั้นจะต้องมีพื้นที่ ของชุดพวงหาง มากเพื่อให้มีเสถียรภาพเท่ากับ เครื่องบินที่มีระยะของชุดพวงหางยาวแต่มีพื้นที่ของชุดพวงหางน้อย

ตำแหน่งของชุดพวงหางจะวัดระยะจากตำแหน่ง CG ของปีก

เครื่องบินที่มีระยะชุดพวงหางยาวจะมีเสถียรภาพในการบินดีกว่าเครื่องบินที่มีระยะชุดพวงหางสั้น แต่เครื่องบินที่มีชุดพวงหางสั้นจะเป็นเครื่องบินที่สามารถบินท่าผาดแผลงที่รุนแรงได้ดี เช่น Spin หรือ Snap

 ตำแหน่ง CG ของเครื่องบิน

ในการออกแบบ จะมีจุดของแรงที่กระทำต่อปีกสองจุดคือ Center of lift และ Center of gravity (CG) ขณะออกแบบเราจะ กำหนดให้จุด CG จะอยู่ที่ตำแหน่งเดียวกับจุด Center of lift แต่เมื่อเครื่องบินพร้อมที่จะบิน จุด CG จะอยู่ไปข้างหน้าของ Center of lift เพื่อทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพดีขึ้น

Center of lift จะมีตำแหน่งอยู่ที่จุดหนาที่สุดของ Airfoil สำหรับเครื่องบินเล็กทั่วๆไปจุดที่Airfoil มีความหนาที่สุดจะอยู่ที่ระยะ 1/3 ของค่าความยาว ของ Cord วัดจากชายหน้า

รูปข้างล่างเป็นวิธีการหาตำแหน่งCG วิธีนี้สามารถใช้หาตำแหน่ง CG ของปีกเครื่องบินเล็กได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบปีกตรง ปีกแบบTaper

คราวนี้เราก็ได้ตำแหน่ง CG ของตัวเครื่องบินแล้ว ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดอ้างอิงในการออกแบบชิ้นส่วนอื่นๆต่อไป

แพนหางดิ่ง (Vertical Fin)

     ตำแหน่งของแพนหางดิ่ง จะวัดตั้งแต่จุดCGถึงตำแหน่งกึ่งกลางโดยประมาณของแพนหางดิ่ง ตำแหน่งกึ่งกลางของแพนหางดิ่ง ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง100% สามารถมีค่าคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อยโดยไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องบิน

ระยะตำแหน่งของแพนหางดิ่ง จะมีค่าประมาณ 40-50% ของกางปีกทั้งหมด (Wing Span)

ขนาดและรูปร่างของ Vertical Fin.

แพนหางดิ่ง จะมีพื้นที่ประมาณ 7-12% ของพื้นที่ปีก (Wing Area) พื้นที่ แพนหางดิ่ง หมายถึงพื้นที่ทั้งหมดของ Fin รวมทั้งแผ่น Rudderและบริเวณ ของลำตัวเครื่องบินที่อยู่ใต้ Fin


ข้อกำหนดในการออกแบบ แพนหางดิ่ง

    1. พื้นที่ของ แพนหางดิ่ง ที่อยู่เหนือเส้น Thrust Line จะมีพื้นที่ประมาณ 70-75% ของพื้นที่ แพนหางดิ่ง ทั้งหมด
    2. ถ้า แพนหางดิ่ง มีความสูงน้อยเกินไป หรือมีรูปร่างหนาเกินไป ประสิทธิภาพของ แพนหางดิ่ง จะต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเครื่องบิน มีความเร็วต่ำๆ
    3. นิยมออกแบบ Fin ให้มีรูปร่างคล้ายๆรูปสามเหลี่ยม โดยมีส่วนที่กว้างที่สุดอยู่ใต้เส้น Thrust Line
    4. ถ้าเครื่องบินที่ออกแบบมีมุม Dihedral ของปีกสูง พื้นที่ของ แพนหางดิ่ง จะมีค่าใกล้เคียง 12% ของพื้นที่ปีก

ถ้าเครื่องบินมีมุม Dihedral ของปีกน้อยหรือไม่มีเลย พื้นที่ของ แพนหางดิ่ง จะมีค่าใกล้เคียง 7% ของพื้นที่ปีก พวกเครื่องบินRacer จะมีขนาดของ แพนหางดิ่ง เล็กมาก ประมาณ 5%ของพื้นที่ปีก

เครื่องบินประเภท Sport, Aerobatic, Pattern พื้นที่ Vertical Fin จะประมาณ 10-12% ของพื้นที่ปีก

Rudder.

Rudder คือส่วนของ แพนหางดิ่ง ที่เคลื่อนไหวได้ พื้นที่ของ Rudder จะประมาณ 30-50% ของพื้นที่ แพนหางดิ่ง ทั้งหมด

เครื่องบินปีกสูง หรือเครื่องบิน Trainer จะมีพื้นที่ของ Rudder ประมาณ 30% ของพื้นที่ แพนหางดิ่ง

ส่วนเครื่องบินผาดแผลงจะมีพื้นที่ของ Rudder ประมาณ 50% ของพื้นที่ แพนหางดิ่ง และพื้นที่ของ Rudder ที่อยู่ใต้แพนหางระดับ (Stabilizer) ควรมีพื้นที่ประมาณ 25-35% ของพื้นที่ Rudder ทั้งหมด

แพนหางระดับ (Horizontal Stabilizer)

ตำแหน่งของแพนหางระดับ จะอยู่ตำแหน่งเดียวกับ แพนหางดิ่ง คือห่างจากจุด CG เป็นระยะ 45-50% ของกางปีก (Wing Span) ปกติเรามักออก แบบให้ตำแหน่งของบานพับ (Hinge Ling) ของแพนหางดิ่ง และแพนหางระดับอยู่ในแนวเดียวกัน แต่สำหรับเครื่องบินผาดแผลงเรานิยมออกแบบให้ Rudder มีตำแหน่งเคลื่อนถอยหลังออกมาจากแพนหางระดับ เพื่อให้ Rudder มีประสิทธิภาพดีขึ้น


ขนาาดของแพนหางระดับจะมีขนาดประมาณ 20-26% ของพื้นที่ปีก และขนาดของแพนหางระดับจะแปลผันตามขนาดของ แพนหางดิ่ง โดยถ้า แพนหางดิ่ง มีขนาด 7%ของพื้นที่ปีก แพนหางระดับจะมีขนาด 20 % ของพื้นที่ปีก และถ้า แพนหางดิ่ง มีขนาด 12% แพนหางระดับจะมีขนาด 26%

แพนหางระดับจะมีค่า Aspect Ratio 3:1 เครื่องบินส่วนใหญ่มักออกแบบให้แพนหางระดับมักจะมีรูปร่างแบบ Leading edge Taper

 Elevator คือส่วนที่เคลื่อนไหวของแพนหางระดับ ปกติจะมีขนาดประมาณ 25-30%ของพื้นที่แพนหางระดับทั้งหมด

หน้าตัดของแพนหางระดับอาจจะเป็นแบบ Flat เช่นที่เราเห็นใน RCM Trainer หรือหน้าตัดจะเป็นAirfoil เช่นในเครื่องบิน Patternส่วนใหญ่ ในเครื่องบินที่มีขนาดของเครื่องยนต์เล็กกว่า 0.40 มักนิยมใช้แพนหางระดับแบบ Flat ส่วนเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่กว่ามักนิยม ใช้แพนหางระดับแบบAirfoil แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เครื่องบินขนาดใหญ่หลายๆแบบก็มีแพนหางระดับแบบFlat

โดยปกติแพนหางระดับแบบAirfoil จะมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบFlat ทำให้การควบคุมบังคับเครื่องบินได้ดี โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำๆ แต่แพนหางระดับแบบ Flat จะทำการสร้างได้ง่ายกว่าแบบAirfoil

ตำแหน่งการติดตั้งแพนหางระดับกับลำตัวเครื่องบิน

แพนหางระดับจะติดตั้งกับลำตัวส่วนหางของเครื่องบินได้สามแบบคือ

1.ด้านบนของลำตัว


2.ด้านล่างของลำตัว
3.บริเวณกลางของลำตัว

เครื่องบินแบบHigh Wing แพนหางระดับสามารถติดตั้งได้ทั้งสามรูปแบบ

เครื่องบินแบบ Shoulder Wing แพนหางระดับควรติดตั้งบริเวณด้านล่างของลำตัวส่วนหาง

ส่วนเครื่องบินแบบ Low Wing แพนหางระดับควรจะอยู่ตรงกลางของลำตัวส่วนหาง โดยเฉพาะเครื่องบินแบบผาด แผลงควรวางอยู่ในแนวของเส้น Thrust Line เพราะจะช่วยให้เครื่องบินสามารถบินผาดแผลงได้ดีขึ้นเช่นในท่า Knife edge

ในการออกแบบเครื่องบิน เราจะมีแนวแกนมาตรฐานอยู่เส้นหนึ่งเราเรียกเส้นนี้ว่า Datum Line เราจะใช้ Datum Line เพื่ออ้างอิง เช่นกำหนดว่าเครื่องบินจะมี Down Thrust กี่องศาจาก Datum Line หรือมีมุมยกของปีกกี่องศาจาก Datum Line เป็นต้น ตามปกติเราจะกำหนดให้แพนหางระดับขนานกับ Datum Line เสมอ เพราะเราต้องการให้เครื่องบินที่สร้างขึ้นมา มีจุดอ้างอิงอยู่ที่แพนหางระดับ ในภายหลังถ้าเราต้องการว่าเครื่องบินมีมุมปีกเท่าไร ก็สามารถใช้ Incidence Meter เช็คได้ โดย Set ให้แพนหางระดับอยู่ในแนวระดับ และวัดค่ามุมเปิดของปีก ค่าที่ได้จะเป็นค่ามุมเปิดของปีกจริงๆเมื่อเทียบกับ Datum Line

ลำตัวเครื่องบิน

หน้าที่ของลำตัวเครื่องบินคือเป็นตัวยึดส่วนประกอบชิ้นอื่นๆเช่น ปีก เครื่องยนต์ ชุดพวงหาง อยู่ใน Alignment และลำตัวของเครื่องบินยังต้องมีพื้นที่พอที่จะวางอุปการณ์ที่ใช้ในการควบคุมอื่นๆเช่น Servo, Receive, Battery Pack, ถังน้ำมัน ฯลฯ การออกแบบลำตัวต้องให้มีพื้นที่ว่างพอให้อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานได้ และที่สำคัญผู้ออกแบบต้องออกแบบให้สามารถบำรุง อุปกรณ์ต่างได้ เช่นต้องสามารถถอดถังเชื้อเพลิงได้ สามารถถอด ประกอบ ชุด Servoได้ สามารถถอดประกอบเครื่องยนต์ได้ เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญมากคือต้องออกแบบให้ลำตัวเครื่องบินมีความแข็งแรงมากที่สุด และจะต้องเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ ในขณะเดียวกันต้องมีรูปร่างที่สวยงาม

ในการออกแบบลำตัวเครื่องบิน เมื่อได้รูปร่างและขนาดของลำตัวแล้ว จำเป็นต้องมีการกำหนดเส้น Datum ling เพื่อใช้เป็นเส้นสำหรับอ้างอิง (Reference line) ตามปกติเราจะกำหนดให้เส้น Datum line เป็นเส้นที่อยู่ในแนวระดับ เพราะแนวบินของเครื่องบินจะอยู่ในแนวระดับ เมื่อได้ Datum line แล้ว เราก็จะสามารถออกแบบการติดตั้งปีก ชุดพวงหาง และเครื่องยนต์ โดยใช้ Datum line เป็นเส้นอ้างอิง

ตำแหน่งเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ของเครื่องบินเล็กทั่วๆไปจะมีตำแหน่งอยู่ส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบิน มีหน้าที่หลักคือทำให้เครื่องบินเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และยังมีหน้าที่อีกอย่างคือสร้างสมดุลให้กับเครื่องบิน

ตำแหน่งของเครื่องยนต์วัดระยะจากตำแหน่ง CG จะมีค่าประมาณ 21-27% ของกางปีก ในเครื่องบินทั่วๆไป จะอยู่ที่ 25%

มุม Down Thrust ของเครื่องยนต์

ในเครื่องบินแบบ High Wing และ Shoulder Wing เครื่องยนต์จะต้องออกแบบให้มีมุม Down Thrust เพื่อชดเชยแรงที่กระทำที่ปีกของเครื่องบิน แบบนี้


มุม Down Thrust จะขึ้นอยู่กับขนาดของ Pitch Moment ที่กระทำต่อเครื่องบิน Pitch Moment จะเกิดจากแรงซึ่งก็คือDrag ที่กระทำต่อปีกกับแขนของแรงซึ่งก็คือระยะห่างของปีกกับแนวThrust Line

Airfoil ที่ให้แรงยกสูงย่อมมี Drag สูงด้วย และทำให้ Pitch Moment มีค่าสูงขึ้นด้วย ส่วนระยะห่างของปีกกับแนว Thrust Line ถ้ามีขนาดสูงขึ้น Pitch Moment ก็จะมีค่าสูงขึ้นด้วย

เครื่องบินแบบ High Wing และ Shoulder Wing ถ้าปีกของเครื่องบินเหล่านี้มีมุม Dihedral จะทำให้จุดรวมของ Drag ที่กระทำต่อปีกมีระยะห่าง ออกจาก Thrust Line มากขึ้น ดังนั้น Dihedral จะทำให้ Pitch Moment มีค่ามากขึ้นด้วย

เราจะออกแบบให้เครื่องยนต์มีมุม Down Thrust เพื่อให้ไปลบล้าง Pitch Moment ที่กระทำต่อเครื่องบิน ยิ่ง Pitch Moment มีค่ามากเท่าไร มุม Down Thrust ของเครื่องยนต์ก็จะมากขึ้นเท่านั้น การหามุม Down Thrust ที่ถูกต้องทำได้วิธีเดียวคือทดสอบบิน สำหรับเครื่องบินแบบ High Wing และ Shoulder Wing จะต้องออกแบบให้เครื่องยนต์ของเครื่องบินแบบนี้มีมุม Down Thrust ไว้เลยก่อนที่จะทำการบิน First Flight

เครื่องบินแบบ High Wing Trainer ที่มี Aileron จะมีมุม Down Thrust ประมาณ 3-5 องศา ถ้าเป็นเครื่องบินที่ไม่มี Aileron และปีกมีมุม Dihedral มาก จะมีมุม Down Thrust ประมาณ 4-5 องศา

เครื่องบินแบบ Shoulder wing จะมีมุม Down Thrust ประมาณ 0-3 องศา โดยเครื่องบินแบบ Shoulder wing Trainer ที่ใช้ Airfoil ที่ค่อนข้างมีแรงยก สูงและปีกมีมุม Dihedral ด้วย ควรจะมีมุม Down Thrust ประมาณ 3 องศา ส่วนเครื่องบิน Shoulder Wing Sport ที่ใช้ Airfoil แบบ Symmetrical และมีมุม Dihedral ที่ค่อนข้างน้อย ไม่จำเป็นต้องมีมุม Down Thrust

เครื่องบินแบบ Low Wing ไม่จำเป็นต้องออกแบบให้มีมุม Down Thrust

Right Engine Thrust

มุม Right Engine Thrust ออกแบบมาเพื่อหักล้างกับแรงบิดของเครื่องยนต์ (Torque) แรงบิดของเครื่องยนต์จะมีขนาดแปรผันกับความเร็วรอบ ของเครื่องยนต์ ขนาดของใบพัด และความเร็วของเครื่องบิน ค่าแรงบิดจะมีค่ามากที่สุดเมื่อเครื่องยนต์มีความเร็วรอบสูงสุดแต่เครื่องบินมีความเร็วต่ำ เช่นในขณะเครื่องบินกำลัง Take off

สำหรับเครื่องบินแบบ High Wing Trainer ที่ไม่มี Aileron จะมีมุม Right Thrust ประมาณ 3-5 องศา ถ้ามี Aileron มุม Right Thrust จะอยู่ประมาณ 3 องศา

เครื่องบินแบบ Shoulder Wing และ Low Wing จะมีมุม Right Thrust ประมาณ 0-3 องศา

มุม Incidence ของปีก

เมื่อเราติดตั้งปีกเข้ากับลำตัวเครื่องบินแล้ว ปีกจะต้องมีมุม Incidence ที่ถูกต้องที่จะทำให้เครื่องบินสามารถบินในแนวระดับได้ ปกติปีกจะมีมุม Incidence เป็นบวก เมื่อวัดจาก Datum Line ของเครื่องบิน

มุม Incidence ที่ถูกต้องของปีกเครื่องบินจะต้องทำให้ปีกมีแรงยกมากพอที่จะทำให้เครื่องบินสามารถบินอยู่ในแนว ระดับได้ที่ความเร็วสูงสุด ของเครื่องบินนั้นๆ ค่ามุม Incidence ที่ถูกต้องจริงๆจะได้จากการบินทดสอบเท่านั้น ดังนั้นในการสร้างเครื่องต้นแบบ จำเป็นต้องออกแบบเผื่อให้สามารถปรับมุม Incidence ของปีกได้ด้วย

เครื่องบินแบบ High Wing Trainer และ Shoulder Wing Trainer ที่ใช้ Airfoil แบบ Flat Bottom ในการ First flight ควร Setup ให้ปีกมีมุม Incidence ประมาณ +2 องศา

ส่วนเครื่องบิน Trainer ที่ใช้ Airfoil แบบ Semi-Symmetrical หรือ Airfoil แบบ Symmetrical ควร Setup มุม Incidence ไว้ประมาณ +3 ถึง +4 องศา

เครื่องบินแบบ Shoulder Wing และ Low Wing ที่ออกแบบให้สามารถบินด้วยความเร็วสูงๆหรือเครื่องบินผาดแผลงที่ใช้ Airfoil แบบ Symmetrical ควรมีมุม Incidence ไม่เกิน +1 องศา

Landing Gear

Landing Gear ของเครื่องบินเล็กมีสองแบบ Tricycle Landing Gear และ Tail Dragger

แบบ Tricycle Landing Gear จะมีประสิทธิภาพในการควบคุมบังคับที่ดี ดังนั้นในการ Take off และLanding จะควบคุมได้ง่าย ข้อเสียของขาล้อแบบนี้มีเพียงงานสร้างยุ่งยากกว่าแบบอื่น ขาล้อหลักจะมีตำแหน่งเยื้องไปทางด้านหลังของจุด CG ถ้าขาล้อมีตำแหน่งเยื้องไปทางท้ายเครื่องบินมากเกินไปจะทำให้เครื่องบิน Take off ไม่ค่อยดี


ส่วนแบบ Tail Dragger เสถียรภาพการควบคุมเครื่องบินบนพื้นจะต่ำลง การ Take off จะยากขึ้น แต่การสร้างง่ายกว่าแบบแรกมาก ตำแหน่งของขาล้อหลักจะมีตำแหน่งอยู่บริเวณใต้ชายหน้าของปีก

ความกว้างของฐานล้อจะประมาณ 25% ของกางปีก

บทสุดท้ายแล้ว

พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่ว่าเราจะออกแบบมาดีอย่างไร สร้างได้ถูกต้องขนาดไหน ก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่า เครื่องบินต้นแบบ ที่ออกแบบมาจะบินได้ดีตามที่ผู้ออกแบบคาดหวังไว้ เพียงแต่ว่าการออกแบบที่ดีและ การก่อสร้างที่ดีจะทำให้เครื่องต้นแบบ มีสถานะภาพในการบินใกล้สิ่งที่ผู้ออกแบบต้องการมากที่สุด แต่ท้ายที่สุด เครื่องบินต้นแบบทุกตัวต้องใช้วิธีบิน ทดสอบแล้วค่อยๆ ปรับค่าต่างๆ เช่นมุมยกปีก มุม Incidence ของปีก มุม Down Thrust ของเครื่องยนต์ มุม Right Thrustของเครื่องยนต์ ฯลฯ อีกที จึงจะได้ค่าเหล่านี้ที่ถูกต้องจริงๆ

ในการออกแบบจะต้องกำหนดให้ชุดพวงหางเป็น Fixed Point อย่างแท้จริง (ถูกต้องและเปลี่ยนแปลงไม่ได้) แพนหางระดับ ต้องขนานกับ Datum Line ตัวแพนหางดิ่ง จะต้องตั้งฉากกับแพนหางระดับเสมอ ส่วนปีก เครื่องยนต์ จะเป็นส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงค่าได้ โดยจะต้องอ้างอิงจาก Datum Line

ออกแบบให้เครื่องบินสามารถบินได้ไม่ได้เป็นของยาก แต่การออกแบบให้บินได้ดียาก และถ้าจะออกแบบให้บินดีด้วยสวย ด้วยยิ่งยากมากไปอีก อย่าผิดหวังจนหมดกำลังใจ ถ้าเห็นว่าเครื่องบินที่ออกแบบมาบินไม่ดีตามที่ตั้งเป้าไว้ ค่อยๆแก้ไขปรับปรุง ต่อไปเรื่อยๆ ประสบการณ์จะช่วยให้คุณประสพความสำเร็จในอนาคต

สิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่รักจะออกแบบเครื่องบินเล็กคือ ต้องพยายามหาความรู้ในการออกแบบเพิ่มเติม ในงานวิศวกรรม ตรรกะของการออกแบบ ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ มีการทดสอบ ค้นคว้าสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา     คุณจะพบเห็นวิธีการออกแบบเครื่องบินเล็กดีๆอีกหลายวิธี อย่างวันนี้ผมพึ่งอ่านหนังสือ Tango เล่มประจำเดือนธันวาคม 2544 บทความ ลอยตามลม ของคุณ ท.เทา เขียนเรื่องการออกแบบเครื่องบินเล็ก น่าอ่านมากครับ

หวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์บางสำหรับผู้คิดเริ่มต้นออกแบบเครื่องบินเล็ก สวัสดีครับ



Radio types. And equipment.

เครื่องบินบังคับวิทยุ

ทีนี้มาดูกัน ว่า เครื่องบินบังคับวิทยุ (ที่จริงต้องเรียกวิทยุบังคับ) ที่เราเล่นกันนั้น เป็นอย่างไร…..ชื่อก็บอกแล้วว่า บังคับด้วยวิทยุ…ฉนั้นเราก็ดูว่า วิทยุแบบไหนบ้างที่เราใช้เล่นกัน

วิทยุจากรถกระป๋อง

นี่แหละ เป็นแรงบรรดาลใจให้ผมเข้ามาเล่นเครื่องบินบังคับ เพราะราคามันถูก และใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง …

วิทยุรถกระป๋อง ถูกออกแบบมาให้บังคับรถให้วิ่งเดินหน้า(Go) ถอยหลัง(Back) และ เลี้ยวซ้าย(Left) เลี้ยวขวา(Right) ได้ด้วยการกดปุ่มที่ Remote ซึ่งก็คือการบังคับได้ 2 ช่อง ในลักษณะ On-Off เท่านั้น ซึ่งควบคุมได้ไม่ละเอียดมาก เหมือนวิทยุแบบมาตราฐาน ที่สามารถค่อยๆเปลี่ยนการบังคับได้ตามคันโยกบังคับ คือ โยกมาก ก็เลี้ยวมาก โยกน้อยก็เลี้ยวน้อย… แต่วิทยุกระป๋องทำไม่ได้ขนาดนั้น อย่างเก่ง มีเพิ่มมาอีกช่องเพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ให้เป็น 2 ระดับคือ เร็ว กับ ช้า(Turbo) เลยเรียกกันว่าติดปากว่า เครื่องบินกระป๋อง เราเลยมีเครื่องบินบังคับวิทยุราคาถูกได้เล่น

ลำนี้ฝีมือคุณ Nop11 ครับ สวยงามมากๆ หาอ่านได้ในเวบ weekendhobby.com ครับ ถ้าจำไม่ผิด

เนื่องจากมีแค่ 2 ช่อง จึงเอามาบังคับมอเตอร์ขับใบพัด 1 ช่อง ในลักษณะ กด (G) มอเตอร์ทำงาน พาให้เครื่องบินเหิรไต่ระดับบินไปข้างหน้า ไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ แบบว่าไปเร็วตามมีตามเกิด…อิอิ และเมื่อปล่อยปุ่ม (G) ก็หยุดมอเตอร์ ปล่อยเครื่องร่อนลดระดับลง ส่วนปุ่ม (B) ไม่ได้ใช้งาน

และอีก 1 ช่องเอามาบังคับ Rudder แพนหางเลี้ยวซ้าย-ขวา ด้วยมอเตอร์จิ๋ว โดยกด (L) ก็เลี้ยวซ้าย กด (R) ก็เลี้ยวขวา แค่นี้ก็สามารถทำให้เครื่องบินกระป๋องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม…. 

มอเตอร์ 180 รุ่นเอามาทดเกียร์ขับใบพัดใหญ่ 7 – 8″

 และอีกอย่างที่นิยมกันคือ การโมให้เป็นแบบ 2 มอเตอร์ ติดที่ปีก เลี้ยวโดยการดับมอเตอร์ข้างที่จะเลี้ยว


วิทยุ 2 ช่อง จากเครื่องบินสำเร็จรูปพร้อมบิน

วิทยุแบบเดียวกับกระป๋อง แต่ออกแบบมาสำหรับเครื่องบินโดยเฉพาะ ทำให้ส่งได้ไกลกว่า โดยไม่ต้องโมอะไร เช่น KY2 , Romantic… ส่วนมากเป็น ลักษณะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ 2 ตัวที่ปีกซ้ายและขวา และเลี้ยวด้วยการดับมอเตอร์ข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ง่ายในการติดตั้งโดยไม่ต้องมี Rudder และบางรุ่นอาจมีการปรับความเร็วมอเตอร์ได้ 2-3 ระดับอีกด้วย

เราสามารถเอาวิทยุรถกระป๋องมาโมให้ส่งได้ไกลขึ้น และโมเป็นแบบ 2 มอเตอร์เลี้ยวดับข้างหนึ่ง แบบนี้ได้เช่นกัน ด้วยการใช้ Relay หรือ FET ก็ได้ครับ อย่างเช่น วิมยุ KY2 เป็นการใช้ FET ในการขับมอเตอร์ทั้ง 2 ซึ่งสามารถใช้การต่อภาคขับมอเตอร์ แบบนี้ได้กับวงจรของภาครับรถกระป๋องได้เช่นกัน


วิทยุมาตรฐาน

เป็นวิทยุที่ทั่วโลกใช้เล่นกันอยู่จวบจนปัจจุบัน (ปี 2550) เนื่องจาก การบังคับดูจะทำได้เหมือนเครื่องบินจริง คือเราสามารถเอาแต่ละช่องของวิทยุมาบังคับส่วนต่างๆ ของเครื่องบินได้ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วใบพัด แอล์ร่อน แฟล็บ แพนหางขึ้นลง แพนหางเลี้ยว แม้กระทั่ง หุบล้อ หรือจะเอาไปปล่อยควัน… ฯลฯ วิทยุมาตราฐานพวกนี้มักจะเริ่มกันที่ 4 ช่องเป็นอย่างน้อย เพราะสามารถบังคับส่วนที่จำเป็นที่สุดสำหรับการบังคับเครื่องบินให้บินได้ ก็คือ ช่อง1 บังคับแอล์ร่อนช่อง 2 บังคับแพนหางขึ้นลงช่อง 3 บังคับความเร็วใบพัด และช่อง 4 บังคับแพนหางเลี้ยว แต่ทั้งนี้ มาตราฐานบางประเทศก็จะสลับช่องกันไปบ้าง ตามแต่ความถนัด (มั๊ง)

 

กดที่ภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่

วิทยุอื่นๆ

เท่าที่เห็น ยังมีวิทยุแบบอื่นๆอีกที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เช่น เอาระบบะอินฟราเรดมาใช้ในการส่งคลื่นแสงบังคับเครื่องบิน เท่าที่เห็นจะนิยมใช้กับพวก เครื่องบินจิ๋ว (Micro Flying) เพราะจำทำเครื่องรับได้ขนาดเล็กและเบามาก แต่ก็จะส่งได้ไม่ไกลมากนัก

แล้วจะเริ่มเล่นอะไรดี ???

การเริ่มเล่นเครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว อันนี้ก็คงแล้วแต่ความชอบ และกำลังทรัพย์ส่วนตน (สำคัญสุด…อิอิ) หลายคนบอกว่า มันเป็นของเล่นของคนมีกระตังค์… ซึ่งผมเคยเห็นด้วยเพราะสมัยก่อนนั้น ราคาแพงมากๆ หลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับราคาในตอนนี้ ซึ่งนับวัน จะราคาถูกลงเรื่อยๆ และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสริมแต่งวงการ RC ทำให้ถือเป็นโชคดีของผมที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ก็สามารถหันมาเล่นเครื่องบินบังคับวิทยุกับเขาได้…. จริงๆ มันคือ งานอดิเรก (Hobby) ชนิดหนึ่ง ที่มีข้อดีอยู่หลายประการ แต่ผมคงไม่เอามาบรรยายในที่นี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการเมืองไป คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ…… และสุดท้าย…งานอดิเรกของทุกท่าน ไม่ว่าจะ เล่นกอล์ฟ ตีแบต สนุกเกอร์ฺ แข่งรถ เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ ดูทีวี ภาพยนต์ ฯลฯ ….ผมว่าใช้เงิน และใช้เวลาทั้งนี้นไม่อยากใช้คำว่าเสียเงินเสียเวลา เพราะ เราได้สิ่งตอบแทนทางอารมณ์และทางกายคุ้มค่าในทัศนคติของเราเอง….ง่า…..งงแล้ว ไม่รู้จะเกี่ยวกันอย่างไร….เอาเป็นว่า ใครใครค้า ม้า ค้า ก็แล้วกัน….ฮีๆ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.